เป็นปัญหาคาใจ เป็นที่ถกเถียงกันเรื่อยมาระหว่าง Macintosh กับ PC ว่าระบบไหนทำงานได้ดีกว่ากัน ผมเอง เอาความรู้เท่าที่พอมีมาบอกให้เกิดภาพเท่านั้นครับ Mac นั้นแพงกว่า PC พอสมควร ไม่มากสักเท่าไรเลยครับ(ดูภาพด้านล่างเอานะครับ)

มีเสียงเรียกร้องมาว่าผมไม่ยุติธรรมกับmacงั้นผมเปลี่ยนภาพให้ละกันนะ

ดังนั้นก็แน่ นอนว่า PC ย่อมเป็นขวัญใจคนเบี้ยน้อย



ไม่มีของดีที่ไหนถูก และไม่มีของถูกที่ไหนดี เราลองมาดูกันครับ

ระบบปฎิบัติการ หรือ Os
ระบบปฎิบัติการของ Mac พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานเพื่อ ให้ user ใช้งานง่ายที่สุดและเกิดปัญหาน้อยที่สุด file ต่างๆ ที่เรียกว่า system files จึงถูกซ่อนไว้ยากที่ user จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ทำให้ปัญหาเรื่องการล้มหรือ hank ของระบบมีน้อยกว่า PC แต่ในขณะเดียวกันก็ สร้างความยุ่งยากให้นักพัฒนาโปรแกรมต่างๆเพราะ การป้องกันระบบของ Mac ทำให้ปัจจุบัน software ใหม่ๆจะเกิดขึ้นบน PC มากกว่า ระบบปฎิบัติการของ PC พัฒนาเพื่อให้ สามารถใช้ งานได้หลากหลายรูปแบบ system files นั้นขึ้นอยู่กับ user ว่าจะ ปรับแต่งอย่างไรก็ได้ เพื่อให้เหมาะสม กับการใช้งานตามที่ต้องการ PC จึง สามารถใช้งาน ได้หลากหลายมากกว่า Mac และเป็นที่ชื่นชอบของ นักพัฒนาโปรแกรม ขณะเดียวกันระบบก็สามารถ ล่มได้ง่ายกว่า Mac หาก user ใช้งานโดยขาดความ เข้าใจระบบของตน
Hardware
เครื่อง Mac พัฒนาและขายอุปกรณ์ hardware ไป พร้อมๆกับ software อุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องจึง เข้ากันได้ดีไม่ค่อยมีปัญหา กรณีที่เครื่องมีปัญหาทำ งานไม่เป็นปกติ ก็มักจะเป็นที่ตัวเครื่อง ซึ่งอาจไม่ได้ มาตราฐาน ทางตัวแทนจำหน่ายก็จะนำเครื่องไป เปลี่ยนให้ ไม่ค่อยมีกรณีที่จะเปลี่ยนแปลงหรือซ่อม อุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งภายในตัวเครื่อง hardware ของ PC แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเครื่องที่ ขายภายใต้ยี่ห้อต่างๆ ก็จะ มีลักษณะเช่นเดียวกับ Mac คือ กรณีที่มีเครื่องมีปัญหา เจ้าของยี่ห้อนั้นๆก็จะ จัดการแก้ปัญหาต่างๆให้(ภายในระยะเวลาประกัน) เพราะถือว่าได้ทดสอบแล้วว่าอุปกรณ์ต่างๆ ทำงานเข้า กันได้ ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่รับประกอบเครื่องตาม ความต้องการของ user ลักษณะนี้ความรับผิดชอบ ต่างๆของเครื่องก็จะขึ้นอยู่กับ user เอง เพราะผู้ขาย ถือว่าจัดอุปกรณ์ต่างๆตามความต้องการของ user ใน ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในเครื่อง PC ก็ สามารถจะแข่งขันกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนได้ อย่างอิสระ ทำให้มีอุปกรณ์ต่างๆหลากหลายในตลาด ของ PC
Software
บริษัทที่พัฒนา software เพื่อใช้บน Mac นั้นสามารถ เข้าใจความสามารถของเครื่อง Mac แต่ละรุ่นได้อย่าง ชัดเจน เพราะอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องถูกกำหนด ไว้แล้ว ดังนั้นผู้ผลิตจึงสามารถเขียน software ได้ อย่างเหมาะสมซึ่งก็ช่วยให้ทั้ง software และเครื่องทำ งานได้ราบรื่น แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยระบบ Os ที่เป็น ระบบปิดที่ซับซ้อน ทำให้ผู้ผลิต software รายย่อยที่มี ทุนจำกัดไม่นิยมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนบน Mac ในที่สุด software หลักๆบน Mac จึงมักจะเป็นเพียง เจ้าเก่าๆที่เคยพัฒนา software ของตนมาพร้อมๆกัน กับ Mac บน PC ถือได้ว่าเป็นแหล่งขุดทองของนักพัฒนาโปร แกรม เนื่องจากระบบปฎิบัติการที่เป็นระบบเปิด เข้าใจง่าย จัดการง่าย ข้อจำกัดเรื่อง hardware ก็ไม่ ใช่อุปสรรค เพราะผู้ผลิต software สามารถพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของตนให้มีขีดความสามารถสูงขนาดไหน ก็ได้ โดยเพียงระบุว่าต้องใช้ความสามารถของ hardware ในระดับใด เพื่อให้ software ของตนทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นภาระของ user เองที่จะต้องเตรียมซื้อหา hardware มาให้ได้ ใน อีกด้านหนึ่งหาก user เปลี่ยนแปลง hardware ตามที่ ผู้ผลิตระบุแล้ว แต่ software ก็ยังไม่สามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาอาจเกิดขึ้นจากการไม่ เข้ากันของ hardware ต่างๆในเครื่อง หรือข้อบกพร่อง ของ software ที่มีต่อ hardware บางชิ้น ทั้งหลายเหล่า นี้ เป็นภาระของ user เองที่จะต้องปรับแต่งแก้ปัญหา ต่างๆที่เกิดขึ้นครับ
   
Music Software
โปรแกรมทำเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดบน Mac คงหนีไม่ พ้น Pro tools ของ Digidesign ซึ่งพัฒนาเพื่อให้ใช้ งานได้บน Mac และเพิ่งจะใช้ได้กับ PC เมื่อไม่กี่ปีมา นี้ Pro tools นั้นเป็นระบบบันทึกเสียงแบบที่เรียกว่า Harddisk Record เจ้าแรกๆ โดยใช้ความสามารถของ เครื่อง Mac รวมกับ hardware เสริมต่างๆของตน ซึ่ง มีความสามารถสูง กระบวนการทำงานต่างๆ (Digital signal processor) ใช้ประสิทธิภาพของ Card เป็นหลัก โดยไม่ดึงความสามารถของ CPU มาใช้ด้วย ดังนั้น การทำงานของ Pro tools บน Mac จึงเป็นที่ยอมรับ โดยทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่า hardware ต่างๆของ Pro tools นั้นมีราคาสูงมาก และยิ่งเมื่อรวมกับเครื่อง Mac ก็ยิ่งทำให้ user ทั่วๆไปยากที่จะเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ ตาม Pro tools นั้นเพิ่งจะ support การทำงานแบบ MIDI ใน version 5 ซึ่งเพิ่งจะออกจำหน่ายเมื่อไม่นาน มานี้เอง ก่อนหน้านี้ Pro tools จึงเป็น software เพื่อ การบันทึกและการมิกซ์เสียงเป็นหลัก นอกจากนี้ก็ยัง มีโปรแกรม Logic Audio ของ Emagic ที่พัฒนาโปร แกรมแต่งเพลงของตนบน Mac จนมีชื่อเสียงเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันก็ขยายตลาดเพื่อให้สามารถทำงานได้บน PC แล้ว Logic Audio นั้นเน้นการทำงานแบบ MIDI และ Audio ไปพร้อมๆกัน โดยอาศัยความสามารถของ CPU ของเครื่องเป็นหลัก ดังนั้นนักแต่งเพลงจึงนิยม ที่จะแต่งเพลง (Compose) ด้วย Logic Audio เพราะ ง่ายและสะดวก รวมทั้งสามารถจัดการกับเครื่องมือ หลายๆ อย่างได้ดี แล้วจะนำเพลงไปบันทึกเสียงอื่นๆ และ Mix บน Pro tools บน PC มีโปรแกรมทำเพลงมากมายหลายประเภท แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ Cakewalk เพราะใช้งาน ง่ายโดยเฉพาะด้าน MIDI แต่ก็ยังมีจุดด้อยด้านการ จัดการเกี่ยวกับ audio ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและ ยุ่งยากในการทำงาน แต่ด้วยตลาดของ PC ที่กว้าง ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบัน โปรแกรมทำเพลงเกือบทุก ประเภทที่เคยใช้ได้เฉพาะบน Mac ก็ปรับโครงสร้าง เพื่อให้สามารถใช้ได้บน PC เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Pro tools หรือ Logic Audio และยังรวมถึง hardware จากค่ายๆใหญ่ก็ปรับผลิตภัณฑ์ของตนให้สามารถใช้ ได้ทั้งบน Mac และ PC ไปด้วยพร้อมๆกัน
   
Modification
การปรับแต่งเครื่อง Mac นั้นไม่ค่อยมีความจำเป็น นักเพราะตัวระบบ Os เป็นระบบปิดอย่างที่ว่า โปร แกรมประเภทอรรถประโยชน์ต่างๆบน Mac ก็มีไม่ มาก และ ก็ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบได้ มากนัก ดังนั้นเพียงแค่ทำตามคำแนะนำของ software ที่เราต้องการจะใช้งาน ก็มักจะทำงานได้ อย่างปกติ ถ้าจะมีปัญหาบ้าง ก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ เกิดจากลักษณะการทำงานโดยปกติของคอมพิวเตอร์ มากกว่า สำหรับ PC การปรับแต่งเครื่อง เป็นเรื่องปกติที่ต้อง ทำ ไม่ว่าจะด้าน hardware หรือ software (ในกรณีที่ ต้องการใช้งาน PC เพื่อการทำงานเพลง) เช่นตรวจ สอบว่าอุปกรณ์ต่างๆภายในเครื่องทำงานร่วมกันได้ดี เป็นปกติหรือไม่ ตรวจสอบ software ที่ต้องการใช้ งานว่าอ้างอิงถึงระบบหรือต้องการ software เสริม เพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร ตรวจสอบความเข้ากันได้ ของ version ต่างๆของ software ที่ต้องทำงานร่วมกัน ว่าถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต software หรือไม่ นอกจากนั้นก็ยังควรปรับสภาพของระบบปฎิบัติการ ให้เหมาะสมกับการทำงานด้านเพลงด้วย รวมถึงโปร แกรมประเภทอรรถประโยชน์ต่างๆ หากไม่จำเป็น จริงๆก็ไม่ควร install ลงในระบบ เนื่องจากระบบ Os ของ PC เป็นระบบเปิดอย่างที่ว่ามา โปรแกรมที่ไม่จำ เป็นเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน แต่ก็จะเข้า ไป share ระบบ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลง ซึ่งก็จะทำให้ระบบล้มโดยไม่รู้ว่าสาเหตุจริงๆคืออะไร กันแน่
   
Quality
คุณภาพของงานเพลง ไม่ว่าจะเป็นงาน MIDI หรือ Audio ขึ้นอยู่กับ hardware ต่างๆ มากกว่าตัวเครื่อง คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Mac หรือ PC เช่นถ้าเสียง ที่ใช้มาจาก Sound Modual ที่ดี คุณภาพเสียงก็จะดีไป ด้วยสำหรับงาน MIDI ส่วนงาน Audio ก็ขึ้นอยู่กับ Card ประมวณผลและ convert สัญญาณ และอุปกรณ์ เชื่อมต่ออื่นๆเช่นถ้าเราต้องการบันทึกเสียงนักร้อง คุณภาพของเสียงที่ได้ขึ้นอยู่กับ ไมโครโฟน ไมพรี แอมป์ และ Card ที่ทำให้ Convert สัญญาณ (ตัวนัก ร้องด้วย) หลัง จากนั้น เสียงก็จะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูล และเข้ารหัสเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Mac หรือ PC ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ Mac หรือ PC ไม่มี ความแตกต่าง ด้านคุณภาพของงานครับ เหมือนกัน
   
   
   

เป็นไงมั้งละครับหลังจากที่เปรียบเทียบให้ดูเเล้วคิดออกรึยังครับว่าOSตัวไหนเหมาะสมกับคุณ

หรือถ้าคุณคิดไม่ออกละก็เข้าไปที่ http://macorpc.org ครับ เว็บนี้เขาจะเปรียบเทีัยบระหว่าง

mac กับ window ครับ เเต่เนื่องจากเว็บพึ่งเปิดใหม่จึงยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไรนัก(รูปด้านบนครับ)

ทิ้งท้าย:ภาพของเว็บmicrosoftกับapple(i studio)ประเทศไทย(ดูรูปใหญ่ให้คลิกที่ภาพครับ)

microsoft

apple

ทิ้งท้ายอีกที:ในรูปคือใครเอ๋ย